แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Android แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Android แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

การกลับมาของ Nokia !! จะรุ่งหรือจะร่วง ??


                ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชื่อแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โด่งดังที่สุดในช่วงนั้นคงหนีไม่พ้น Nokia ยักษ์ใหญ่แห่งวงการมือถือโลก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เจอคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เจ้าของ iOS และ Google เจ้าของ Android OS บวกกับการที่ Nokia ยืนยันจะใช้ Symbian ต่อไป โดยออกรุ่นจอสัมผัสมาสู้ แต่ประสิทธิภาพทั้งตัวเครื่องและ OS Symbian ก็ยังไม่สามารถสู้กับทั้ง 2 OS ได้แถมพันธมิตรอย่าง Samsung ยังมาประกาศทำตลาด Android เพียงอย่างเดียวอีก จนทำให้ยอดขายของ Nokia ตกต่ำจนเจอกับสถาณการณ์ขั้นวิกฤษ์ทางการเงินถึงขนาดประกาศขายอาคารสำนักงานใหญ่ในฟินแลนด์เลยทีเดียว

                เรียกได้ว่าเดินหมากพลาดตาเดียว พ่ายแพ้ทั้งกระดาน ก็ยังได้ ปัญหาใหญ่ของ Nokia ก็คือ ความเป็นอันดับหนึ่งในวงการมือถือโลก หลายคนคงแปลกใจว่าการเป็น อันดับหนึ่งในวงการมือถือโลก เป็นปัญหาได้ยังไง ถ้ามองย้อนกลับไปดีๆ หลายคนคงเห็นด้วยว่าที่ Nokia ประสบปัญหาจนถึงทุกวันนี้เพราะดันไปยึดติดกับการพัฒนาระบบ Symbian ในขณะที่ค่ายอื่นๆลงไปเล่น Android กันหมดแล้ว แต่ตัวเองยังมองว่าในเมื่อมีระบบ Symbian เป็นของตัวเอง ทำไมต้องลงไปเล่นในระบบอื่น เหมือนคนอื่นๆละ น่าจะเน้นพัฒนา Symbian มาสู้กับ iOS และ Android  ดีกว่า แต่เรื่องก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเพราะ Symbian เป็นระบบปฏิบัติการที่ 4 บริษัทร่วมลงขันกันทำ กระบวนการพัฒนาจึงไม่ค่อยคล่องตัวนัก ทิศทางในการพัฒนาแยกไปคนละทาง กว่าจะลงตัวก็มีปัญหาทางกฏหมายกันมากมายทีเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่ออกมาตามที่หวังไว้ แถมวัฒนธรรมองค์กรของ Nokia ก็เป็นแบบไม่รีบร้อนมากนัก อาจเป็นเพราะคงความเป็นอันดับหนึ่งมายาวนาน มีโครงสร้างองค์กรซับซ้อน และ "ฟินแลนด์" ก็เป็นประเทศที่อากาศหนาวเกือบตลอดปี ช่วงหน้าร้อนนั้นเป็นช่วงที่สั้นและหายากกันเลยที่เดียว (ช่วงเดือนกรกฎาคม) พนักงานและผู้บริหารนิจึงนิยมไปลาพักร้อนในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นการที่จะให้ Nokia อนุมัติงานใดๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ต้องรอถึงเดือนกันยายนกว่าผู้บริหารจะเริ่มกลับมาทำงานกัน (Bloomberg) เมื่อแอปเปิลวางขาย iPhone รุ่นแรกในเดือนกรกฎาคม 2007 ผู้บริหารของ Nokia น่าจะยังพักผ่อนกันอยู่ และไม่ได้สนใจมากนักกับ "ภัยคุกคามใหม่" ที่กำลังพุ่งเข้าหาตัวเอง
(Stephen Elop ให้สัมภาษณ์ไว้ในบทความเดียวกันของ Bloomberg ว่า สิ่งที่โนเกียต้องปรับปรุงเป็นอันดับแรกคือ "ความรวดเร็ว" ในการทำงาน)


                ในที่สุด Microsoft ก็ประกาศให้ทุนก้อนมหาศาล(มากพอที่จะจ่ายหนี้ได้หมด) แลกกับการที่ Nokia ต้องผลิตโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ WindowsPhone เท่านั้น และยังเสนอให้ยืมบุคลากรจาก Microsoft ที่เชี่ยวชาญด้าน WindowsPhone อีกด้วย แต่สุดท้าย Microsoft ประสบปัญหาเดียวกันกับ Nokia  คือไม่มีผู้พัฒนาแอพสนใจมากเท่าที่ควร และถึงจะพยามกลับลำมาออก โทรศัพท์ Android รุ่นแรก ที่ยังคงความเป็นโนเกียไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะการกั๊กสเปค จึงโดนด่ายับเพราะสเปคต่ำเกินไป เมื่อเข็นกันไปไม่ไหวแล้วจริงๆ Nokia จึงยอมขายแบรนด์ Lumia และแผนกผลิตโทรศัพท์ของ Nokia ทั้งหมด ให้กับ Microsoft และมีข้อตกลงคือ Nokia ต้องไม่ผลิตโทรศัพท์ออกมาขายเป็นเวลา 5 ปี

                ล่าสุด Nokia กำลังจะหมดสัญญากับ Microsoft ในปีนี้ และกำลังจะกลับมาอีกครั้งพร้อมระบบปฏิบัติการ Android ในชื่อ Nokia 6 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลาง และวางจำหน่ายในประเทศจีนเป็นอันดับแรก โดย HMD ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลสมาร์ทโฟนภายใต้แบรนด์ Nokia  ซึ่งล่าสุดก็มีการเปิดขาย Nokia 6 แบบ Flash Sale ไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว และทาง Nokia ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับบริษัทอีกครั้ง หลังจากขายหมดโควตาภายใน 1 นาที สาเหตุหนึ่งที่ Nokia 6 ได้รับความสนใจอย่างมากอาจเป็นเพราะราคาไม่สูงมาก เพราะ Nokia 6 มีราคาอยู่ที่ 1,699 หยวน หรือประมาณ 8,800 บาท และยังมาพร้อมกับคุณสมบัติตัวเครื่องที่ใช้งานพื้นฐานได้ทั้งหมด ประกอบกับชื่อของแบรนด์ที่เคยโด่งดังมาในอดีตก็ทำให้ Nokia 6 มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ



คุณสมบัติตัวเครื่องเบื้องต้นของ Nokia 6 มีดังนี้
- หน้าจอแสดงผลแบบ IPS LCD Full HD 1080p ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1080x1920 พิกเซล
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 430
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB
- หน่วยความจำภายในขนาด 64GB รองรับหน่วยควมาจำเสริมแบบ microSD สูงสุด 128GB
- กล้องด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0
- กล้องด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/2.0
- ลำโพงเสียงแบบคู่ (Dual-Speaker) บน-ล่าง
- รองรับระบบเสียง Dolby Atmos
- รองรับการใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner)
- รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนเครือข่าย 4G LTE
- แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat

                คงต้องคอยดูกันต่อไปว่าหลังจากที่ Nokia 6 ได้ทยานออกมาให้ผู้ใช้งานได้ลองเล่นกันแล้วจะบวกหรือจะลบ เพราะถ้า Nokia ยังคงเดินเกมส์แบบที่ผ่านมาในอดีต ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน



cr : http://hitech.sanook.com/1390629/
cr : http://www.soccersuck.com/boards/topic/1421283
cr : http://www.thaimobilecenter.com/news-2560/nokia-6-sells-out-its-initial-flash-sale-in-one-minute.asp

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องของมือถือ 2 SIM

          หลายคนคงอยากให้มือถือ 2 SIM กันแน่ๆเพราะมันจะทำให้ชีวิตง่ายกว่าการที่ต้องพกโทรศัพท์ทีละหลายๆเครื่องแน่นอน แต่หลายคนคงก็คงตัดสินใจยากเพราะในประเทศไทยมีการแบ่งแยกคลื่นความถี่กันเป็นหลายค่ายทำให้มือถือที่จำหน่ายในประเทศเรามีแตกต่างกันหลายแบบนั้นเอง

          เรามาลองดูกันดีกว่าว่าบ้านเรามีมือถือ 2 SIM กันแบบไหนบ้าง โทรศัพท์มือถือที่ใส่ได้ 2 ซิมในเครื่องเดียว หรือที่เรียกกันติดปากว่า “Dual Sims” นั้น (สังเกตุง่าย ๆ ด้านหลังเครื่องจะมีช่องใส่ซิมการ์ด 2 ช่อง) สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่


ประเภทที่ 1: 2 SIM ( 1 Standby Switch ) หรือ โทรศัพท์แบบ 2 ซิม สลับการใช้งาน
                แบบนี้เครื่องจะทำงานได้ครั้งละ 1 ซิมเท่านั้น โดยหน้าจอจะมีเสาสัญญานแสดงเพียงเสาเดียวเท่านั้น นั้นก็แสดงว่า จะรับสายหรือโทรออกได้เพียงเลขหมายที่ถูกเลือกใช้เท่านั้น ส่วนเลขหมายที่ 2 จะถูกปิดการใช้งานอัตโนมัติ ซึ่งจะใช้งานเลขหมายที่ 2 ได้ง่าย ๆ เพียงแค่เปลี่ยนการทำงานจากหมายเลขที่ 1 สลับมายังเลขหมายที่ 2 เท่านี้ก็เรียบร้อย ซึ่งก็หมายความว่า เลขหมายที่ 1 จะถูกปิดการใช้งานเช่นกัน
ประเภทที่ 2: 2 SIM ( 2 Standby 1 Chipset )
            แบบนี้ จะใช้งานได้ 2 สายเลย หรือที่เรียกว่า “มีการรอทำงาน (Standby) ทั้ง 2 เลขหมาย” สังเกตง่าย ๆ ที่หน้าจอจะมีเสาสัญญานโชว์ 2 เสา เครื่องจะรอทำงานทั้ง 2 เลขหมาย แต่เมื่อมีการโทรออกหรือรับสายจากเลขหมายหนึ่ง อีก 1 เลขหมายจะถูกพักสัญญาณการโทรเข้าและโทรออกชั่วคราวจนกว่าสายที่ใช้งานจะวางสาย แล้วเครื่องก็จะกลับมา Standby สัญญาณพร้อมใช้งานได้ทั้ง 2 เลขหมายเหมือนเดิม
ตัวอย่าง: ในกรณีที่ท่านใช้งานซิมเลขหมายที่ 1 อยู่ และมีการสายโทรเข้ามายังเลขหมายที่ 2 ซึ่งแสดงว่า เลขหมายที่ 2 ได้ถูกพักสัญญาณชั่วคราว เมื่อผู้ใช้วางสายที่ 1 จะมี SMS จากเครือข่ายของเลขหมายที่ 2 ส่งมายังโทรศัพท์ของท่าน
                ซึ่งถ้าจะให้เข้าใจกันง่ายขึ้นก็คือ โทรศัพท์ 2 ซิม ประเภทที่ 2นี้ (ระบบ 2 ซิม แบบ 2 standby 1 Chipset) จะดีกว่าแบบแรกตรงที่ โทรศัพท์ 2 ซิม ประเภทที่ 2 นั้น เครื่องจะสลับสายการทำงานให้อัตโนมัติ และมีบริการ SMS แจ้งให้ทราบกรณีที่มีสายเรียกซ้อนอีกด้วย (ขึ้นอยู่กับการให้บริการแต่ละเครือข่าย) ไม่ต้องคอยเปลี่ยนฟังก์ชั่นกับตัวเครื่องเหมือนแบบที่1
ประเภทที่ 3: 2 SIM (2 Standby 2 Chipsets)
                ประเภทนี้โทรศัพท์จะแยกภาครับและภาคส่งอิสระจากกันทั้ง 2 เลขหมาย ซึ่งผู้ใช้งานจะสะดวกยิ่งขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อใช้งานเลขหมายที่ 1 อยู่ แล้วมีสายโทรเข้าเลขหมายที่ 2 คุณสามารถสลับการใช้งานได้เลย เหมือนมีสายเรียกซ้อน แบบนี้เหมาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่ต้องแข่งกับเวลา หรือมีนัดหมายมากมายทางโทรศัพท์ เรียกว่า โทรไว รับไว ทันใจทั้งคนโทรคนรับ.... 

          ***โดยปัจจุบันมือถือ 2 SIM ที่มีจำหน่ายในบ้านเรา (ข้อมูลทั่วไป) จะเป็นแบบที่ 2 Standby 1 chip set  หมายความว่า หากใส่ SIM พร้อมกัน 2 SIM จะสามารถ Standby ได้ทั้ง 2 SIM แต่เมื่อมีการโทรออกหรือรับสายจากเลขหมายหนึ่ง อีก 1 เลขหมายจะถูกพักสัญญาณการโทรเข้าและโทรออกชั่วคราวจนกว่าสายที่ใช้งานจะวางสาย ซึ่งการจะให้ทำงาน ควบคู่กันได้ ก็จำเป็นต้องเปิด Function : ใช้ SIM คู่เสมอ คับ ซึ่งจะทำงาน แบบ Call forwarding หรือการโอนสานนั่นเอง (มีค่าใช้จ่าย สำหรับโอนสายด้วยนะคับ)

 
          จากรูป มีสถานะ Standby ทั้ง 2 SIM
                    รูปที่ 1. เมื่อ SIM 1 มีการ ใช้สายสนทนา
                    รูปที่ 2. เมื่อ SIM 2 มีการโทรเข้ามา
                    รูปที่ 3. SIM 2 จะทำการ Call Forwarding มาหา SIM 1
          ทั้งนี้ หาก ไม่ได้เปิดฟังก์ชั่น "ใช้ SIM คู่เสมอไว้" เมื่อมีการโทรเข้ามาหาตามรูปที่ 2. ก็จะมีสถานะ สายไม่ว่างหรือติดต่อไม่ได้นั่นเองคร๊าบบบ

          การตั้งค่า ว่าจะให้ SIM ไหนเป็น SIM 3G หรือ SIM 2G นั้น จะมีการตั้งค่าหรือการใส่ SIM 2 แบบ คับ คือ
          1. Fixed บนตัวเครื่องเลย ว่า ช่อง 1 เป็น 3G และช่อง 2 เป็น 2G ครับ (จะสลับช่องใส่ไม่ได้) เพราะฉนั้น หากลูกค้า มีเครื่องแบบนี้ และต้องการใส่ SIM my ก็จะต้อง ใส่ช่อง 1 เท่านั้นครับ ถึงจะสามารถใช้ได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า เครื่องจะต้องรองรับ 3G/WCDMA/UMTS/HSPA/HSUPA/HSDPA ที่ 850 MHz เท่านั้นคับ


          และแบบที่ 2 สลับที่ซอฟแวร์บนตัวเครื่อง (ไม่ต้องถอดเข้าถอดออก) แบบนี้ จะใส่ SIM ช่องไหนก็ได้ แต่ต้องไป config เอาคับ ทั้งนี้ ทั้งนั้น หากใช้ SIM my จะจะต้องกำหนด ให้เป็น 3G เท่านั้น นะคับ ถึงจะสามารถใช้งานได้


ยกตัวอย่าง : ถ้าโทรศัพท์ระบบ 2 sim แจ้งว่า
                              Networks: GSM Quadband 850/900/1800/1900,
                              UMTS 900/2100 (7040D/7041D/7041X),
                              UMTS 850/1900/2100(7040A/7040E),
                              UMTS 900/1900 (7040F)
          จากข้อมูลเครื่องที่ให้มานั้น SIM ของ my จะใช้ได้กับ spec ความถี่ที่ระบุว่า "UMTS 850/1900/2100" ซึ่งเป็นความถี่ 3G my คับ

          ***ข้อมูลที่สำคัญ และ จำเป็น ต้องทราบเกี่ยวกับมือถือ 2 SIM คือ เมื่อ SIM ใด SIM หนึ่ง เป็น 3G อีก SIM หนึ่ง ก็ต้องใช้งานเป็น 2G อัตโนมัติ ไม่สามารถเป็น 3G ได้ทั้ง 2SIM นะคับ

CR : www.mybycat.com
https://www.cattelecom.com
http://www.twz.co.th/article/58.html

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

App กรองข้อความ sms

           วันนี้ผมจะมาแนะนำ app กรองข้อความ sms กันคับ เป็น app ที่คอยกรองข้อความโฆษณาที่ชอบเข้ามารบกวนคุณบ่อยๆ ปัญหาจะหมดไปเมื่อใช้ app นี้คับ หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้งานเล็กๆน้อยๆของผมเอง 555 นั้นก็คือการกรองข้อความ sms จากบุคคลไม่พึ่งประสงค์ในเวลาที่ไม่พึ่งประสงค์คับ หึๆ ยกตัวอย่างให้เห็นและคิดตามได้ง่ายๆเลยนะคับ
           ถ้าคุณมี  "แฟน" แล้วคุณก็ดันมี "กิ๊ก" อีก มันคงเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่เดียวคับถ้าบังเอิญคุณอยู่กับแฟนคุณ แล้วดันมีเสียง sms จาก กิ๊กคุณเข้ามาในช่วงเวลานั้นพอดี หึๆ บอกได้คำเดียวว่างานเข้าคับ T_T!! แต่ปัญหากวนใจคุณจะหมดไป เมื่อมี app นี้คอยช่วยกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเราคับ 555 (มันมีประโยชน์จริงๆ หึๆ)
           app นี้มีชื่อว่า "กรอง Spam SMS" คับ เป็น android app ที่พัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาข้อความโฆษณาที่ชอบเข้ามากวนใจให้หน่วยความจำเราเต็ม หรือมีข้อความขยะเต็มโทรศัพท์ โดยคุณสามารถเข้าไป load ได้ที่ Play Store หรือเข้าไปที่นี่ได้เลยคับ https://play.google.com/store/apps/details?id=app.near.antispam







คำอธิบาย
คุณสมบัติเด่น
- ไม่ต้องตั้งค่าอะไรยุ่งยาก แค่ลงเสร็จเปิด app อย่างน้อย 1 ครั้ง ก็กรอง SMS ได้แล้ว
- รวบรวมรายชื่อผู้ส่งข้อความไม่พึงประสงค์ในประเทศไทยไว้มากกว่า 100 รายการ
- เพิ่มรายการใหม่ได้จากประวัติการรับ SMS
- มีระบบแจ้งเตือนข้อความที่อาจจะมีความบริการเพิ่มเติม
- โหลด file xml เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลได้ด้วยตนเอง
- ไม่มีโฆษณา
- ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (แต่จะ Donate ก็ได้ไม่ว่ากัน ^ ^)

วัตถุประสงค์
          โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่คัดกรองข้อความไม่พึงประสงค์ (Spam SMS) และแจ้งเตือนเมื่อได้รับข้อความจากผู้ต้องสงสัยที่อาจมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติม โดยถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการ รับ-ส่ง ข้อความ SMS ของประเทศไทย ซึ่งมีการรวบรวมรายชื่อผู้ส่ง Spam และผู้ต้องสงสัยว่าจะมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมไว้แล้วมากกว่า 100 รายการ นอกจากนี้ หากผู้ใช้งานมีข้อมูล Spam SMS หรือข้อมูลผู้ต้องสงสัยรายใหม่ ก็สามารถเพิ่มรายชื่อดังกล่าวเข้าสู่โปรแกรมโดยตรงและสามารถส่งข้อมูลดังกล่าวไปที่ https://www.facebook.com/AntiSpamCenter ได้
 
           โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมที่ไม่มีโฆษณา (Ads Free) หากท่านมีข้อเสนอแนะ ติชมหรือมีความประสงค์จะสนับสนุนผู้พัฒนาสามารถบริจาค (Donate) โดยติดต่อสอบถามข้อมูลผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
- แสดงความคิดเห็นใน Play Store
- email มาที่ app.near@gmail.com
- https://www.facebook.com/AntiSpamCenter

 
cr : app.near ผู้พัฒนาโปรแกรม & iF2u
 

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

รีโมทโทรศัพท์ iPhone,Android และ iPad จากคอมพิวเตอร์ด้วย Teamviewer

            หลายคนคงรู้จักกับโปรแกรม Teamviewer กันมาบ้างแล้ว หลังจากเมื่อก่อน Teamviewer สามารถที่จะรีโมทจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปอีกเครื่องหนึ่ง และรีโมทจากมือถือ หรือ Tablet มายังคอมพิวเตอร์ได้นั้น แต่ไม่สามารถที่จะรีโมทจากคอมพิวเจอร์ไปยังมือถือได้ แต่จะมีตัว QS (v7/v8) ที่สามารถรีโมทจากคอมพิวเตอร์ไปยังตระกูล Samsung บางรุ่นได้ เช่น พวก Galaxy S ต่างๆ แต่วันนี้ทาง Teamviewer พร้อมให้การสนับสนุนด้านเทคนิคสำหรับอุปกรณ์มือถือของคุณจากระยะไกลผ่านคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows หรือเครื่อง Mac! ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ตเพียงเครื่องเดียวหรือจะเป็นกองทัพสมาร์ทโฟน TeamViewer ก็พร้อมช่วยคุณให้การสนับสนุนอุปกรณ์มือถือดังกล่าวได้ โดยคุณสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Android และ iOS (iPad/iPhone/iPod Touch) ผ่านทางแอป TeamViewer QuickSupport ได้อย่างรวดเร็วทันใจ และการสนับสนุนอุปกรณ์มือถือจากระยะไกลยังสามารถดำเนินการผ่านเครื่องเวิร์กสเตชันของคุณได้อย่างสะดวกอีกด้วย

 
เรามาดูคุณลักษณะใหม่ของตัวนี้กัน

• แชท สามารถส่งข้อความจากคอมไปยังมือถือปลายทางได้
• ดูข้อมูลอุปกรณ์ เช่น CPU ,RAM,Memory,Storage ของเครื่อง
• การควบคุมระยะไกล
• การถ่ายโอนไฟล์
• รายการแอป (ถอนการติดตั้งแอป)
• รายการกระบวนการ (หยุดการทำงานของกระบวนการ)
• ดึงและป้อนข้อมูลการตั้งค่า Wi-Fi
• ดูข้อมูลการวิเคราะห์ระบบ
• ภาพหน้าจอเรียลไทม์ของอุปกรณ์
• จัดเก็บข้อมูลลับลงในคลิปบอร์ดของอุปกรณ์
• การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสลับเซสชัน AES แบบ 256 บิต

ขั้นตอนการใช้ก็ไม่มีอะไรมากครับ
1.ให้เพื่อนของเราดาวน์โหลดแอป TeamViewer QuickSupport แล้วติดตั้งมือถือให้เรียบร้อย  สามารถดาน์โหลด Teamviewer QuickSupport App ได้ที่
2. ให้เพื่อนของเราเปิดแอปบนมือถือและบอก TeamViewer ID ซึ่งจะเป็นตัวเลข 9 ตัวของอุปกรณ์ดังกล่าวให้เราทราบเพื่อทำการรีโมทไปยังมือถือของเพื่อน 
 
3. จากนั้นเราก็เอาไอดีที่เพื่อนเราให้มา ทำการรีโมทจากคอมพิวเตอร์ของเราได้ ซึ่งความสามารถจะทำอะไรกับเครื่องปลายทางได้นั้น ก็ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ( ซึ่ง Teamviewer บนคอมพิวเตอร์ของเราจะต้อง Update เป็น version ล่าสุดด้วยตอนเปิดโปรแกรมขึ้นมา มันจะแจ้งให้ update จึงจะสามารถรีโมทเข้ามือถือได้ เพราะมันเป็น อersion ใหม่กว่า แต่ถ้าบนคอมเราเป็น version ล่าสุดอยู่แล้วก็ไม่ต้องครับ)
 
 
นับว่าเป็นโปรแกรมฟรีอีกโปปรแกรมที่ความสามารถมันสุดยอดมากครับ ยิ่งเพิ่ม version ใหม่ตัวนี้ไป คิดว่าจะสามารถใช้โปรแกรมตัวนี้ ช่วยเหลือไปยังมือถือเพื่อนๆเราได้ดียิ่งขึ้น
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  

TeamViewer - โซลูชันอัจฉริยะที่พร้อมให้การสนับสนุนอุปกรณ์มือถือโดยเฉพาะ

 
 
 
CR : http://www.teamviewer.com/th/products/mobile-device-support.aspx?pid=news.mds_all
 http://whoknown.blogspot.com/2013/07/teamviewer-ipad-iphone-android.html

Android Device Manager ตามหาโทรศัพท์ Android เมื่อเครื่องหาย

               ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เมื่อ Google เปิดให้ใช้ Android Device Manager เป็นบริการสั่งค้นหา ส่งเสียงเรียก และลบข้อมูลในมือถือจากระยะไกล ( โดยมันจะอัพเดต Google Play Service ให้เองเพื่อให้สามารถใช้งานได้)  โดยจะสามารถใช้ใน Android เวอร์ชั่น 2.2 ขึ้นไป  โดยสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ https://www.google.com/android/devicemanager (ถ้า log in gmail อยู่ก็เข้าได้เลย ถ้ายังมันก็จะให้เราป้อน user และ password ของเราครับ)หรือจะเข้าผ่าน เมนูหน้าเว็บ Google Play  ก็ได้


เมื่อเข้ามาก็จะเจอหน้าแผนที่และอุปกรณ์ที่เราใช้อีเมล์นี้ลงทะเบียนอุปกรณ์ไว้ โดยเราสามารถที่จะแก้ไขชื่อตัวอุปกรณ์นั้นๆ โดบเลือกที่รูปดินสอแล้วก็เปลี่ยนชื่อได้เลย

โดยเราสามารถเลือกตัวเลือกต่อไปนี้ (แต่เครื่องเราต้องมีการเชื่อมอินเตอร์เนตไว้)

             1.ทำให้ส่งเสียง ทำให้โทรศัพท์ของคุณส่งเสียงที่ระดับเสียงสูงสุดเป็นเวลา 5 นาที แม้จะถูกตั้งค่าเป็นโหมดเงียบหรือสั่นก็ตาม แต่ถ้าปิดเสียงไปเลย มันก็ไม่ดัง 555



             2.ล้างข้อมูลอุปกรณ์ ดำเนินการรีเซ็ตเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน ซึ่งจะลบข้อมูลทั้งหมดของคุณอย่างถาวร  แต่เราต้องไปตั้งค่าเปิดการใช้งานก่อนนะครับ ที่  Setting >Security Device administrators >  Android Device Manager



 
                จากการทดลองใช้ทั้งขณะเชื่อมต่อ Wi-Fi และเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือพบว่า ความแม่นยำในการค้นหาตำแหน่ง ยังไม่แม่นถึงขนาด 100% แต่ถือว่าตรงอยู่ 90 กว่า % แต่อย่างที่บอกก่อนหน้า กรณีอุปกรณ์ออฟไลน์หรือปิดอยู่ Android Device Manager เราไม่สามารถทำให้ส่งเสียงหรือลบอุปกรณ์จนกว่าจะเปิดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต   แต่ผู้ใช้สามารถกดปุ่ม Erase Device (ชื่อปุ่มภาษาไทยคือ ล้างข้อมูลอุปกรณ์) ล่วงหน้าได้ โดยข้อมูลในอุปกรณ์จะถูกลบเมื่อเครื่องกลับมาออนไลน์ นอกจากนั้นหากอุปกรณ์ปิดอยู่บริการนี้ก็จะไม่ทำงานเช่นกัน

สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก
เว็บไซด์ของ google ที่นี่
คงต้องรอการปรับปรุงเรื่อยๆจากทาง google ต่อไปครับ อาจจะมีฟังก์ชั่นใช้งานมากกว่านี้ ^_^
 

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

มือถือหาย!! อย่าพึ่งตกใจ มาตามหามือถือและจับขโมยกันเถอะ

           สำหรับผู้ใช้มือถือ Android ที่กังวลว่าสมาร์ทโฟนของคุณจะถูกขโมย หรือเผลอลืมไว้ที่ไหน? แล้วใครบางคนเก็บได้แต่ไม่ยอมคืน ด้วยฟีเจอร์ Lock Cam ที่มาพร้อมกับ Lookout แอพฯ บนอุปกรณ์ Android มันจะถ่ายรูปหน้าหัวขโมยที่พยายามจะ unlock มือถือ หรือแท็บเล็ตของคุณ แล้วส่งภาพดังกล่าวให้กับคุณทางอีเมล์...เจ๋งอ่ะ :D

           Lookout Mobile Security อัพเดทฟรีแอพฯบน Android ด้วยคุณสมบัติใหม่ที่เรียกว่า Lock Cam ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของมือถือ หรือแท็บเล็ตที่ติดตังแอพฯ ตัวนี้ สามารถติดตามมือถือ หรือแท็บเล็ตที่หายไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมันทำให้คุณทราบได้ว่า ผู้ที่เก็บมันได้โดยบังเอิญ แต่ไม่อยากคืน หรือหัวขโมยที่เอามือถือคุณไปมีหน้าตาเยี่ยงไร? โดยฟีเจอร์การทำงานของ Lock Cam จะทำการถ่ายภาพของผู้ใช้มือถือ หรือแท็บเล็ตของคุณด้วยกล้องทีอยู่ด้านหน้า เมื่อเวลาที่ใครบางคนพยายามจะปลดล็อคด้วยการมั่วรหัส 3 ครั้ง จากนั้นแอพฯ Lookout ก็จะส่งอีเมล์ภาพถ่ายใบหน้าของหัวขโมยพร้อมตำแหน่งของสถานที่ที่มันพยายามจะปลดล็อคมือถือ หรือแท็บเล็ตไปยังอีเมล์แอดเดรสของคุณ

ขั้นตอนการใช้งานและการตั้งค่าต่าง ๆ 
1. ดาวน์โหลด Lookout Mobile Security สำหรับ Android และติดตั้งให้เรียบร้อย แล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมา ให้ทำการสมัครและลงชื่อเข้าใช้ให้จะได้ตามรูปครับ ระบบจะทำการ scan virus ให้เราอัตโนมัติทันที สำหรับบริการที่ให้ใช้ฟรี ได้แก่ Security , Backup และ Missing Device (ตามหามือถือหาย)

2. ให้ตั้งค่าการติดตามมือถือหายโดย ไปที่ Missing Device ==> คลิก Enable Better Protection ==> ติ๊กถูก Enable Better Protection ==> เลือก Activate เมื่อตั้งค่าถูกต้องแล้ว ปุ่ม Enable Better Protection   จะหายไปครับ ถือว่าเรียบร้อยแล้ว


3. ต่อไปก็เปิดพีซีขึ้นมา แล้วไปที่ https://www.mylookout.com/user/login แล้วลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีเดียวกันกับแอพบนมือถือนะครับ
4. เมื่อเข้ามาในบัญชีผู้ใช้ของเราแล้วก็จะเป็นเหมือนในรูปครับ เราสามารถจัดการในส่วนต่าง ๆ ได้ ตามรูปเลยครับ
5. จากรูปจะเป็นการค้นหาเครื่องที่หายนะครับ เมื่อระบบทำการค้นหาประวัติที่อยู่เครื่องเรียบร้อยแล้วจะส่งมาให้เราทางอีเมลล์ครับ 
และในส่วนของการค้นหาเครื่องมือถือ เราสามารถสั่งการแจ้งเตือนด้วยเสียงไปยังมือถือที่เราทำหาย สั่งแบ็คอัพข้อมูล หรือสั่งลบข้อมูลที่เครื่องได้อีกด้วยครับ
           ทั้งนี้ Lookout กล่าวว่า ตัวแอพฯ จะถ่ายรูปเจ้าหัวขโมยอย่างเงียบๆ โดยที่เจ้าหัวขโมยไม่รู้ตัวเลยว่า ถูกบันทึกภาพใบหน้าไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ Lookout เวอร์ชันอัพเดทที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ Lock Cam สามารถดาวน์โหลดฟรีได้จาก Google Play ซึ่งแน่นอนว่า มันเป็นเวอร์ชันที่สามารถใช้งานได้กับผู้ใช้อุปกรณ์ที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเปิดเผยว่า มีความตั้งใจที่จะพัฒนาแอพฯ Lookout ที่มีฟีเจอร์นี้บนอุปกรณ์ iOS อย่าง iPhone และ iPad อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยว่า จะทำออกมาสักเมื่่อไร?

Cr : http://www.iphone-droid.net/